กำลังดังทั่วเน็ตเลย ไม่ว่าจะเป็นเวปเกย์ไม่เกย์ และตาม facebook ต่างๆ จนถึงตอนนี้มีคนวิวคลิปนี้แล้วเกือบๆ 9 แสนวิว (ตอนที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้อาจจะเกินไปไหนๆ แล้วก็เป็นได้) เพลง Ice Cream Truck นี้แต่งโดย Luke Caswell กับ Chris Bacco
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ entertainment แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ entertainment แสดงบทความทั้งหมด
10 อันดับนายแบบ All American Guys ปี 2009
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ไม่เฉพาะในอเมริกาเท่านั้นที่จะมีคนรู้จักเวปไซต์ AllAmericanGuys.com แต่คนทั่วโลกก็ยังหมั่นเพียรเข้ามายังเวปไซต์นี้ เพื่อที่จะได้เชยชมนายแบบรูปงาม ตาสวย หุ่นดี มากมาย ส่วนคนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างผมก็คงได้แต่ติดตามคลิปต่างๆ ที่หลุดมาทางยูทูปหรือที่ทางเวปไซต์นี้ปล่อยมาเองซะเป็นส่วนใหญ่ อย่างตัวอย่างที่เอามาให้ดูนี้เป็น 10 ยอดนายแบบของ All American Guys (AAG) ปี 2009 โดยส่วนตัวแล้วชอบอันดับ 3 มากสุด น่ากินกว่าที่ 1 และ 2 เป็นไหนๆ
Jeo McElderry, the UK X-factor 2009
วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ช่วงที่ผมไปเรียนหนังสืออยู่ที่อังกฤษได้มีโอกาศติดตามรายการ X factor ช่วงนั้นเป็นของปี 2007 ซึ่งได้ Leona Lewis เป็นผู้ชนะ ซึ่งถ้าใครได้ฟังเสียงของเธอแล้วก็ต้องยอมรับว่าเธอคนนี้มีเสียงระดับเวิรลด์คลาสจริงๆ ปีต่อมาคนที่ได้คือ Alexandra Burke ซึ่งผมว่าเสียงเธอยังไม่ค่อยจะดีเท่ากับ Leona หรือ X factor ปีก่อนๆ อย่าง Shane
อย่างไรก็ตามรายการนี้ก็ยังมีความน่าสนใจให้ผมได้ติดตามอยู่เสมอๆ แม้ว่าจะมาอยู่เมืองไทยแล้วก็ตาม ก็เรามีอินเตอร์เน็ตกับยูทูปนี่เนอะ อย่างดูอะไรก็ดูได้ ในปี 2009 นี้ ผมได้ติดตามรายการนี้ทางยูทูป ตั้งแต่ช่วง Audition จนถึง Final เลยทีเดียว แต่ก็อาจจะมีตกหล่นไปบ้าง ในปี 2009 นี้ คนเสียงดีๆ มีเยอะทีเดียว ทำให้การแข่งขันเข้มข้นมากจริงๆ นอกจากนี้ยังมีคู่แฝดมหาภัย John & Edward ซึ่งคนอังกฤษเรียกรวมกันไปเลยว่า Jedward!! ซึ่งร้องไม่ได้เรื่องที่สุดในปีนี้แต่ก็ยังมีคะแนนเอาชนะสาวเสียงดีอย่าง Lucie ไปได้ ซึ่งผมว่าเธอก็ธรรมดาเกิ๊น ผิวขาว เสียงดี มีเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้ว ส่วนที่เสียงระดับออกวิทยุได้ก็มี Olly, Danyl และสาวบ๊อง Stacey รวมไปถึงรูปหล่อเสียงดีอย่าง Joe ด้วย
ใน Audition หนึ่งของรายการ หลายๆ คนก็คงจะทึ่งกับน้ำเสียงอันเสนาะหูของหนุ่มรูปงามจาำก South Shields ผู้นี้ แม้ว่าการแต่งตัวใน audition ครั้งนั้นจะหลุดความเป็น urban ไปบ้างก็ตาม ผมได้ดู Joe ครั้งนั้นก็พอจะเดาได้เลยว่าเขาจะต้องได้ X factor ปีนี้แน่ๆ ในการแสดงสดแต่ละครั้ง Joe ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่น่าเชื่อว่าเขาจะไม่เคยได้ไปเรียนร้องเพลงเป็นจริงเป็นจังที่ไหน เนื้อเสียงที่มีคุณภาพรวมไปถึงหน้าตาที่สุภาพของ Joe ก็สามารถเรียกคะแนนโวทได้ดีทีเดียว
ในตอนแรกผมพนันกับเพื่อนไว้ว่า สามคนสุดท้ายของ X factor ปีนี้คงจะเป็น Joe, Stacey และ Danyl แต่ก็นะ รอบ semi-final Danyl ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไร ทำให้ Olly แย่งที่ไปแทน และเข้าไปชิงแชมป์ x factor กับ Joe ซึ่งก็อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ Jeo ก็คว้าตำแหน่ง X factor 2009 ไปครอง พร้อมกับได้ single แรกของเขาในเพลง "The Climb" หนุ่มน้อยคนนี้อายุอานามเพิ่ง 18 เรื่องอนาคตไม่ต้องพูดถึง พุ่งแรงพุ่งไกลแน่ๆ สุดท้ายนี้ก็เอา single ของ Joe จาก X factor 2009 มาให้ดูกัน
อย่างไรก็ตามรายการนี้ก็ยังมีความน่าสนใจให้ผมได้ติดตามอยู่เสมอๆ แม้ว่าจะมาอยู่เมืองไทยแล้วก็ตาม ก็เรามีอินเตอร์เน็ตกับยูทูปนี่เนอะ อย่างดูอะไรก็ดูได้ ในปี 2009 นี้ ผมได้ติดตามรายการนี้ทางยูทูป ตั้งแต่ช่วง Audition จนถึง Final เลยทีเดียว แต่ก็อาจจะมีตกหล่นไปบ้าง ในปี 2009 นี้ คนเสียงดีๆ มีเยอะทีเดียว ทำให้การแข่งขันเข้มข้นมากจริงๆ นอกจากนี้ยังมีคู่แฝดมหาภัย John & Edward ซึ่งคนอังกฤษเรียกรวมกันไปเลยว่า Jedward!! ซึ่งร้องไม่ได้เรื่องที่สุดในปีนี้แต่ก็ยังมีคะแนนเอาชนะสาวเสียงดีอย่าง Lucie ไปได้ ซึ่งผมว่าเธอก็ธรรมดาเกิ๊น ผิวขาว เสียงดี มีเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้ว ส่วนที่เสียงระดับออกวิทยุได้ก็มี Olly, Danyl และสาวบ๊อง Stacey รวมไปถึงรูปหล่อเสียงดีอย่าง Joe ด้วย
ใน Audition หนึ่งของรายการ หลายๆ คนก็คงจะทึ่งกับน้ำเสียงอันเสนาะหูของหนุ่มรูปงามจาำก South Shields ผู้นี้ แม้ว่าการแต่งตัวใน audition ครั้งนั้นจะหลุดความเป็น urban ไปบ้างก็ตาม ผมได้ดู Joe ครั้งนั้นก็พอจะเดาได้เลยว่าเขาจะต้องได้ X factor ปีนี้แน่ๆ ในการแสดงสดแต่ละครั้ง Joe ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่น่าเชื่อว่าเขาจะไม่เคยได้ไปเรียนร้องเพลงเป็นจริงเป็นจังที่ไหน เนื้อเสียงที่มีคุณภาพรวมไปถึงหน้าตาที่สุภาพของ Joe ก็สามารถเรียกคะแนนโวทได้ดีทีเดียว
ในตอนแรกผมพนันกับเพื่อนไว้ว่า สามคนสุดท้ายของ X factor ปีนี้คงจะเป็น Joe, Stacey และ Danyl แต่ก็นะ รอบ semi-final Danyl ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไร ทำให้ Olly แย่งที่ไปแทน และเข้าไปชิงแชมป์ x factor กับ Joe ซึ่งก็อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ Jeo ก็คว้าตำแหน่ง X factor 2009 ไปครอง พร้อมกับได้ single แรกของเขาในเพลง "The Climb" หนุ่มน้อยคนนี้อายุอานามเพิ่ง 18 เรื่องอนาคตไม่ต้องพูดถึง พุ่งแรงพุ่งไกลแน่ๆ สุดท้ายนี้ก็เอา single ของ Joe จาก X factor 2009 มาให้ดูกัน
The Jan Dvorak Story
วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ถ้าเอยชื่อถึงนักแสดงหนังโป๊ที่ชื่อ Pavel Novotny ก็คงจะมีน้อยคนนักที่จะบอกว่าไม่รู้จัก แม้ว่าเขาจะมีชื่อที่ใช้ในการแสดงอีกสองชื่อคือ Jan Dvorak และ Max Orloff ด้วยหน้าตาอันหล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่ และส่วนนั้นที่ยาวตรงและขนาดเกินมาตรฐาน
"The Jan Dvorak Story" เขียนและกำกับโดย William Higgins ซึ่งเคยกำกับหนังเกย์ให้มีชื่อเสียงมาแล้วหลายเรื่อง ส่วนหนังเรื่องนี้ Higgins ได้ วางเนื้อเรื่องไว้ในแนวโรแมนติค ในแต่ละซีนมีความต่อเนื่องกัน ตัวเอกของเรื่องคือ Pavel Novotny (หรือ Jan Dvorak ในเรื่องนี้) แสดงเป็นชายหนุ่มรูปงามที่เดินทางเข้ามาในเมือง ซึ่งก็คือกรุงปรากเมืองหลวงของสาธารณรัฐเชค สมัครทำงานเป็น พนักงานโรงแรมแห่งหนึ่ง
ฉากแรกเป็นฉากที่ลูกค้าโรงแรมคนหนึ่ง (แสดงโดย Pavel Dubcek) สั่งรูมเซอร์วิสมาส่งที่ห้อง ซึ่งพนักงานโรงแรมที่มาให้บริการก็คือ Novotny นั่นเอง ฉากนี้ทั้ง Novotny และ Dubcek แสดงความต้องการของแต่ละฝ่ายผ่านสายตาได้ดีมากๆ ขนาดร่างกายของทั้งสองคนก็ดูจะเท่าๆ กัน ฉากป้อนอาหารก็ทำได้โรแมนติคกินใจ ตอนที่ Novotny ใช้นิ้วโป้งปาดเศษอาหารที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากก็ช่างบาดใจเหลือเกิน
ฉากสองเป็นฉากระหว่าง Novotny กับพี่น้องฝาแฝดสองคนซึ่งก็คือ Jirka Bartok และ Karel Bartok ที่แสดงเป็นพนักงานโรงแรม ฉาก 3-some ของทั้งสามคนนั้นจะสามารถทำให้คุณรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาได้เลยทีเดียว จนอยากจะแทรกตัวเองผ่านจอเข้าไปอยู่ใกล้ๆ
ต่อมาเป็นพนักงานส่งเอกสารรูปงามคนหนึ่ง (Boris Tomek) เข้ามาส่งเอกสารให้กับทางโรงแรม แต่ก็ไม่วายยอมกายใหักับ Novotny ในฉากนี้ Tomek แสดงการรับ Novotny ได้อย่างดี ใบหน้าหล่อคมของทั้งสองคนทำให้คู่นี้เหมาะสมกันมากๆ (รูป)

หนังตัดไปที่บาร์แห่งหนึ่ง เป็นชายหนุ่มสามคนกำลังนั่งคุยกัน มีแอบแซวสาวบาร์เทนเดอร์บ้าง ชายคนหนึ่ง (Ales Hanak) ขอตัวกลับ ก่อนเข้าบ้านก็แอบดูหนุ่มที่กำลังตีเหล็กเกือกมาคนหนึ่ง (Joachem von Festung) โดยที่ Hanak ยืนดูผ่านหน้าต่างอยู่พักใหญ่ von Festung ที่กำลังตีเหล็กอยู่ทนกับความร้อนภายในห้องไม่ไหว ถึงกับต้องถอดกางเกงออก เหลือแต่ผ้าหนังที่ปิดส่วนหน้าเอาไว้ Hanak เดินเข้ามาทางด้านหลังโดยไม่ให้ von Festung รู้ตัว ร่างกายของทั้งสองชุ่มไปด้วยเหงื่อ ซึ่งน่าจะเกิดจากความร้อนของไฟจริงๆ และไฟที่อยู่ภายในร่างกายของทั้งสองคน ป.ล. สองคนนี้หุ่นดีกล้ามใหญ่มากๆ
ส่วนที่บาร์ ชายหนุ่มสองคนนั้นก็คือ Novotny ตัวเอกของเรื่องและ Pavel Korsakov หนุ่มหน้าเด็กผมเข้มตาเข้มก็ตัดสินใจออกจากบาร์มาอยู่ที่เตียง ฉากที Karsakov พยายามห้ามไม่ให้ Novotny สูบบุหรี่ทำได้น่ารักมาก คู่นี้ Novotny ต้องรับ Karsakov กระจกที่อยู่บนหัวเตียงนั้นช่วงเสริมอารมณ์ได้มากทีเดียว
หนังเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นหนังโป๊ที่ดีที่สุดเรื่องนึงก็ว่าได้ ไม่ว่าจะกรุงปรากเองที่สวยสะดุดตาอยู่แล้ว ฉากร่วมรักต่างๆ ก็ทำได้ติดตาและเร่าร้อน อยากดื่มด่ำกับทุกช่วงวินาทีที่หนังดำเนินไป
sources: the picture and the story; the movie "The Jan Dvorak Story 2001", some part of the story; IMDb
"The Jan Dvorak Story" เขียนและกำกับโดย William Higgins ซึ่งเคยกำกับหนังเกย์ให้มีชื่อเสียงมาแล้วหลายเรื่อง ส่วนหนังเรื่องนี้ Higgins ได้ วางเนื้อเรื่องไว้ในแนวโรแมนติค ในแต่ละซีนมีความต่อเนื่องกัน ตัวเอกของเรื่องคือ Pavel Novotny (หรือ Jan Dvorak ในเรื่องนี้) แสดงเป็นชายหนุ่มรูปงามที่เดินทางเข้ามาในเมือง ซึ่งก็คือกรุงปรากเมืองหลวงของสาธารณรัฐเชค สมัครทำงานเป็น พนักงานโรงแรมแห่งหนึ่ง
ฉากแรกเป็นฉากที่ลูกค้าโรงแรมคนหนึ่ง (แสดงโดย Pavel Dubcek) สั่งรูมเซอร์วิสมาส่งที่ห้อง ซึ่งพนักงานโรงแรมที่มาให้บริการก็คือ Novotny นั่นเอง ฉากนี้ทั้ง Novotny และ Dubcek แสดงความต้องการของแต่ละฝ่ายผ่านสายตาได้ดีมากๆ ขนาดร่างกายของทั้งสองคนก็ดูจะเท่าๆ กัน ฉากป้อนอาหารก็ทำได้โรแมนติคกินใจ ตอนที่ Novotny ใช้นิ้วโป้งปาดเศษอาหารที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากก็ช่างบาดใจเหลือเกิน
ฉากสองเป็นฉากระหว่าง Novotny กับพี่น้องฝาแฝดสองคนซึ่งก็คือ Jirka Bartok และ Karel Bartok ที่แสดงเป็นพนักงานโรงแรม ฉาก 3-some ของทั้งสามคนนั้นจะสามารถทำให้คุณรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาได้เลยทีเดียว จนอยากจะแทรกตัวเองผ่านจอเข้าไปอยู่ใกล้ๆ
ต่อมาเป็นพนักงานส่งเอกสารรูปงามคนหนึ่ง (Boris Tomek) เข้ามาส่งเอกสารให้กับทางโรงแรม แต่ก็ไม่วายยอมกายใหักับ Novotny ในฉากนี้ Tomek แสดงการรับ Novotny ได้อย่างดี ใบหน้าหล่อคมของทั้งสองคนทำให้คู่นี้เหมาะสมกันมากๆ (รูป)

หนังตัดไปที่บาร์แห่งหนึ่ง เป็นชายหนุ่มสามคนกำลังนั่งคุยกัน มีแอบแซวสาวบาร์เทนเดอร์บ้าง ชายคนหนึ่ง (Ales Hanak) ขอตัวกลับ ก่อนเข้าบ้านก็แอบดูหนุ่มที่กำลังตีเหล็กเกือกมาคนหนึ่ง (Joachem von Festung) โดยที่ Hanak ยืนดูผ่านหน้าต่างอยู่พักใหญ่ von Festung ที่กำลังตีเหล็กอยู่ทนกับความร้อนภายในห้องไม่ไหว ถึงกับต้องถอดกางเกงออก เหลือแต่ผ้าหนังที่ปิดส่วนหน้าเอาไว้ Hanak เดินเข้ามาทางด้านหลังโดยไม่ให้ von Festung รู้ตัว ร่างกายของทั้งสองชุ่มไปด้วยเหงื่อ ซึ่งน่าจะเกิดจากความร้อนของไฟจริงๆ และไฟที่อยู่ภายในร่างกายของทั้งสองคน ป.ล. สองคนนี้หุ่นดีกล้ามใหญ่มากๆ
ส่วนที่บาร์ ชายหนุ่มสองคนนั้นก็คือ Novotny ตัวเอกของเรื่องและ Pavel Korsakov หนุ่มหน้าเด็กผมเข้มตาเข้มก็ตัดสินใจออกจากบาร์มาอยู่ที่เตียง ฉากที Karsakov พยายามห้ามไม่ให้ Novotny สูบบุหรี่ทำได้น่ารักมาก คู่นี้ Novotny ต้องรับ Karsakov กระจกที่อยู่บนหัวเตียงนั้นช่วงเสริมอารมณ์ได้มากทีเดียว
หนังเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นหนังโป๊ที่ดีที่สุดเรื่องนึงก็ว่าได้ ไม่ว่าจะกรุงปรากเองที่สวยสะดุดตาอยู่แล้ว ฉากร่วมรักต่างๆ ก็ทำได้ติดตาและเร่าร้อน อยากดื่มด่ำกับทุกช่วงวินาทีที่หนังดำเนินไป
sources: the picture and the story; the movie "The Jan Dvorak Story 2001", some part of the story; IMDb
Transamerica
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วันเสาร์ที่แล้วหลังจากเข้ายิมเสร็จผมก็ออกไปเจอเพื่อนๆ ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว (มัน "พร้าว" ยังงี้ใช่ไหม) หลังจากการสนทนาอันยาวนาน เราก็ไปลงเอยด้วยร้านขายหนัง ที่ชั้นเบสเมนท์ของห้าง และหลังจากทำการสิงสถิตย์อยู่ร่วมชั่วโมง ผมก็ได้หนังเรื่อง "Transamerica" ปกสีชมพูเอามาไว้ในครอบครอง
เวอร์ชั่นของปกที่ผมได้เป็นเวอร์ชั่นที่ Bree (Felicity Huffman) ยืนอยู่ระหว่างห้องน้ำชายและห้องน้ำหญิง เหมือนกับว่าตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้าห้องไหนดี และสิ่งนี้ก็แสดงถึงคาร์แรคเตอร์ของ Bree ที่เป็นผู้ชายกำลังรอวันผ่าตัดแปลงเพศ Huffman ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ไม่ผิดครับ "นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม" จากหนังเรื่องนี้ นอกจากนี้ Huffman ยังได้รับการกล่าวขวัญว่าแสดงบทผู้ชายแปลงเพศที่เหมือนมากๆ ทั้งลักษณะทางกายภาพและอารมณ์
อีกตัวละครหนึ่งสำคัญคือ Toby (Kevin Zegers) ซึ่งเป็นลูกของ Bree คาดว่าหลายๆ คนคงจะจำเด็กหนุ่มหน้าใสที่แสดงหนังเรื่อง Air Bud (1997) ได้ Zegers รับบทเป็นเด็กหนุ่มอายุ 17 ที่หาเช้ากินค่ำด้วยการขายตัว และมีเป้าหมายในชีวิตคือการเป็นนักแสดงหนังโป๊ แต่ก็มาถูกจับฐานลักทรัพย์
เนื่องจากแม่ของ Toby เสียชีวิตไปแล้ว เขาก็มีแต่เบอร์ติดต่อของผู้เป็นพ่อซึ่งก็คือ Bree เท่านั้น Bree ได้รับการติดต่อเพื่อที่จะมารับ Toby ในขณะที่เขาเองมีเวลาไม่ถึงสัปดาห์ที่จะเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ Bree ไม่มีเงินพอที่จะพา Toby บินข้ามรัฐกลับมาที่แคลิฟอร์เนีย ทั้งสองคนจึงซื้อรถคันเก่าๆ คันนึงเพื่อที่จะขับกลับมา ทั้ง Bree และ Toby ได้เจอประสบการณ์หลายอย่างทั้งดีและร้ายระหว่างการเดินทาง แต่มันก็ได้สร้างความสัมพันธ์ให้กับทั้งสองคน
ชีวิตของของทั้งสองคนจะเดินทางไปอย่างไร Bree ยังคงจะมุ่งมั่นตัดสินใจในการแปลเพศหรือเปล่าและ Toby จะรับได้ไหมเมื่อรู้ว่า Bree คือพ่อของเขาเอง สุดสัปดาห์นี้ลองหาหนังเรื่องนี้มาดูนะครับ
The adventures of Felix
วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552
หลังจากที่ผมได้ดื่มด่ำหนังรักแนวเศร้าเรื่อง Presque rien มาแล้ว คราวนี้ก็มาดูหนังเรื่อง The adventure of Felix หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเกย์เรื่องอื่นๆ เนื้อหาของหนังไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความรักโดยตรง หรือเรื่องโรคเอดส์ แม้ว่าตัวละครหลัก Felix (นำแสดงโดย Sami Bouajila ) จะเป็นผู้ติดเชื้อก็ตาม ทราบได้โดยการที่ Felix นั้นจะต้องกินยาเป็นจำนวนมาก จะมีกล่องยาสีฟ้าพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับน้ำดื่มขวดใหญ่ืFelix อาศัยอยู่กับแฟนอย่างมีความสุขในเมือง Dieppe ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส จากการที่เขาตกงานและการพบจดหมายจากพ่อที่เขียนให้แม่ที่เสียชีวิตไปแล้วของ Felix ทำให้ Felix ตัดสินใจที่จะเดินทางไปยัง Marseilles เพื่อไปเจอพ่อที่เขาไม่เคยเจอมากก่อน หนังแบ่งเรื่องราวเป็นตอนๆ ทั้งหมด 5 ตอน โดยดำเนินเรื่องต่อเนื่องกัน ชื่อตอนแต่ละตอนจะสัมพันธ์กับคนที่ช่วย Felix ระหว่างการเดินทาง โดยตอนที่ประทับใจผมที่สุดชื่อว่า My sister เป็นตอนที่ Felix กำลังเดินอยู่บนทางหลวงแล้วเจอผู้หญิงคนหนึ่งรถเสีย เลยเข้าไปช่วย เมื่อซ่อมรถได้แล้ว ผู้หญิงคนนี้ก็เรียกลูกที่แอบอยู่ข้างทางมาขึ้นรถ (ตอนแรกคงจะให้ลูกไปหลบอยู่ข้างทาง เผื่อมีอะไรที่ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้น) ปรากฎว่าลูกทั้งสามของผู้หญิงคนนี้เกิดมาจากคนละพ่อกัน และผู้หญิงคนนี้กำลังขับรถไปส่งลูกๆ ให้กับพ่อของแต่ละคนตามที่กฏหมายกำหนดในช่วงหน้าร้อน ในตอนจบของหนังเรื่องนี้เหมือนกับบอกว่า Felix ก็สามารถสร้างครอบครัวขึ้นมาได้ และไม่ได้มีความจำเป็นที่เขาจะต้องไปพบกับพ่อที่ไม่เคยเจอของเขาเลย
Presque rien
วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552
หลังจากที่ผมตามหาหลังเรื่องนี้มานานมากๆ ตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ต่างประเทศ แต่ราคาหนังเรื่องนี้ที่โน่นแพงเอาการเลยทีเดียว และก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ เนื่องจากออกฉายมาตั้งแต่ปี 2002 แล้ว พอกลับมาเมืองไทย ไปดูร้านขายดีวีดีหลายที่อยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการซื้อมาจากเวปไซต์แห่งหนึ่ง
หนังของฝรั่งเศสเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า Almost Nothing ในประเทศอังกฤษ หรือ Come Undone ในสหรัฐ กำกับโดย Sebastien Lifshitz โดยใช้พล็อตของเรื่องแบบขนานกันไป โดยพล็อตหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Mathieu (แสดงโดย Jeremie Elkaim) ซึ่งเป็นชนชั้นกลางที่ฐานะดีจากปารีส มีแม่ซึ่งเป็นโรคซึมเศร้าจากการเสียลูกคนเล็กไป มีน้องสาวที่ไม่ค่อยลงรอยกันนัก ทั้งครอบครัวได้มาใช้ฤดูร้อนด้วยกันในเมืองเล็กๆ ของฝรั่งเศสแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งทำให้ Mathieu ได้พบกับ Cedric (แสดงโดย Stephane Rideau) และความสัมพันธ์ของคนทั้งสองคนก็เริ่มขึ้น ส่วนอีกพล็อตหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Mathieu อยู่ใน รพ. ซึ่งรอดมาจากการฆ่าตัวตายจากความสัมพันธ์ที่ไปกันไม่รอดกับ Cedric โดยตัวหนังไม่ได้บอกสาเหตุไว้ Lifshitz ใช้ฤดูกาลเป็นตัวแบ่งทั้งสองพล็อตนี้ให้ผู้ชมสามารถแยกแยะได้ เนื่องจากพล็อตเรื่องทั้งสองจะดำเนินสลับกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ
โดยส่วนตัวแล้วหนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้ดีไม่มีสะดุด การแสดงออกทางอารมณ์ของตัวละครทั้งสองทำได้ดีมาก รวมถึงบรรยากาศในฉากต่างๆ ที่สามารถทำให้ผมจับความรู้สึกของตัวละครได้ดีทีเดียว ก่อนดูหนังเรื่องนี้ผมขอเตือนว่าตอนจบของหนังเศร้ามากถึงมากที่สุด
หนังของฝรั่งเศสเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า Almost Nothing ในประเทศอังกฤษ หรือ Come Undone ในสหรัฐ กำกับโดย Sebastien Lifshitz โดยใช้พล็อตของเรื่องแบบขนานกันไป โดยพล็อตหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Mathieu (แสดงโดย Jeremie Elkaim) ซึ่งเป็นชนชั้นกลางที่ฐานะดีจากปารีส มีแม่ซึ่งเป็นโรคซึมเศร้าจากการเสียลูกคนเล็กไป มีน้องสาวที่ไม่ค่อยลงรอยกันนัก ทั้งครอบครัวได้มาใช้ฤดูร้อนด้วยกันในเมืองเล็กๆ ของฝรั่งเศสแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งทำให้ Mathieu ได้พบกับ Cedric (แสดงโดย Stephane Rideau) และความสัมพันธ์ของคนทั้งสองคนก็เริ่มขึ้น ส่วนอีกพล็อตหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Mathieu อยู่ใน รพ. ซึ่งรอดมาจากการฆ่าตัวตายจากความสัมพันธ์ที่ไปกันไม่รอดกับ Cedric โดยตัวหนังไม่ได้บอกสาเหตุไว้ Lifshitz ใช้ฤดูกาลเป็นตัวแบ่งทั้งสองพล็อตนี้ให้ผู้ชมสามารถแยกแยะได้ เนื่องจากพล็อตเรื่องทั้งสองจะดำเนินสลับกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ
โดยส่วนตัวแล้วหนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้ดีไม่มีสะดุด การแสดงออกทางอารมณ์ของตัวละครทั้งสองทำได้ดีมาก รวมถึงบรรยากาศในฉากต่างๆ ที่สามารถทำให้ผมจับความรู้สึกของตัวละครได้ดีทีเดียว ก่อนดูหนังเรื่องนี้ผมขอเตือนว่าตอนจบของหนังเศร้ามากถึงมากที่สุด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)